หลังจากที่ได้ฟังผลตรวจคัดกรองไปว่าพบเซลล์ผิดปกติ  จะต้องถูกส่องกล้องดูและตัดชิ้นเนื้อไปตรวจอีกครั้งก็ทำเอาฉันทั้งเครียดทั้งวิตกจริตไปทั้งสัปดาห์  เรียกว่าออกอาการซึมเศร้าไปเลย  กลับมาบ้านก็พยายาม search ในเน็ตหาว่าวิธีการตรวจเป็นยังไง  searchเจอบ้างไม่เจอบ้างก็ทำเอาฟุ้งซ่านได้อีก  ท้ายที่สุดจะด้วยความฉลาดของตัวเองหรือจะเรียกว่าความอะไรก็แล้วแต่จึงไปหยิบใบนัดมาดู  อ่านไปเจอคำว่า Anoscope ก็ลงsearch ด้วยคำนี้  ผลน่ะหรือ....

     แม่จ้าวววววววววววว สิ่งที่เห็นในเน็ตมันช่างทำร้ายจิตใจฉันเหลือเกิน  พาให้จิตตกมากกว่าเดิมหลายขุม  ฉันเล่าความเครียดของตัวเองให้พี่ที่รู้จักฟัง  แต่สิ่งที่ฉันได้รับกลับมาก้คือคำถามต่างนานา

     "เพื่ออะไร"

     "search แล้วได้อะไรขึ้นมา"

     "เป็นก็รักษา"

     แม้คำตอบเหล่านั้นจะสร้างความขุ่นมัวให้ฉันอยู่บ้างตามประสาคนที่กำลังวิตกจริต  แม้บางครั้งเราก็อยากได้ยินอะไรที่เราอยากได้ยินจากคนอื่น  หรือคำปลอบประโลมอะไรก็ตาม  แต่สิ่งที่พี่เขาพูดมาทั้งหมดมันเป้นความจริง  ยิ่งฉันหาข้อมูลมันก็ยิ่งเพิ่มความเครียดให้ตัวเอง  มาถึงชั่วโมงนี้แล้วมันถอยหลังไม่ได้แล้ว  ไม่ว่าจะเจออะไรก็ต้องรักษา  ในเมื่อหมอดูแลเราดีขนาดนี้  จะกลัวไปทำไม  จริงมั้ย ?!?......ก็คงจะจริงแหละ แต่มันก็อดไม่ได้

     และวันนี้  วันขึ้นเขียงก็มาถึง คงไม่มีคำไหนเหมาะเท่ากับคำนี้ในความรู้สึกของฉัน  บางคนอาจคิดว่าไม่ใช่ผ่าตัดอะไรซํกหน่อย  แต่สำหรับคนที่ไม่เคยต้องตรวจอะไรที่อยู่ภายในอย่างฉันมันเป้นเรื่องน่าสะพรึงกลัวอยู่พอสมควร  ยิ่งเคยได้ยินเกี่ยวกับเตียงตรวจภายในสำหรับสตรีที่ฉันชอบเอามาแซวเพื่อนอยู่เสมอๆเวลาไปหาหมอว่า "ไปขึ้นขาหยั่งมาเหรอ" แต่พอถึงเวลาตัวเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าถ้าต้องขึ้นไปอยู่บนอุปกรณ์ชิ้นนั้นจริงๆจะเป็นไง

     ห้องตรวจ 8 "ห้องเชือดของฉัน"  ฉันนั่งรออยู่หน้าห้อง  ตาก็ชำเลืองเข้าในไปห้องจากช่องประตูที่แง้มอยู่  เหมือนอะไรเป็นไปใจให้เห็นได้เห็นในสิ่งที่ต้องการ  แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด  ฉันเห็น จนท. ผู้หญิงกำลังเตรียมอุปกรณ์อะไรบางอย่าง  แต่ด้วยช่องว่างที่มีขนาดเล็กบวกกับตำแหน่งที่ฉันนั่นมันไม่พอดีกันทำให้มองได้ไม่ถนัดกัน  ผ่านไปประมาณเกือบ 10 นาที มีเจ้าหน้าที่เข็นอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ออกมาจากห้องข้างๆเข้าไปในห้องหมายเลข 8 ของฉัน  ตอนแรกฉันก็ไม่ได้คิดอะไรเพราะจากเสียงที่เขาคุยกันเหมือนจะพูดคุยเกี่ยวกับเจ้าเครื่องนี้  ซักพักเจ้าหน้าที่ก็เดินออกมาแต่เจ้าอุปกรณ์นั่นยังอยู่ในห้อง!!!  ฉันก็รู้ได้ทันทีว่าเขานำสิ่งนี้มาเพื่อฉันนั่นเอง

     และแล้ว เวลานั้นก็มาถึง  จนท.ผู้หญิงคนนั้นเรียกให้ฉันเข้าไปในห้องเพื่อพบคุณหมอ  คุณหมอพาฉันไปที่ห้องข้างๆซึ่งมีเพียงฉากหรือบานเลื่อนอะไรซํกอย่างกั้นไว้เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับสาเหตุการมาตรวจ  รวมทั้งวิธีการตรวจแล้วก็พาฉันกลับมายัง"ห้องนั้น"อีกครั้ง  ฉันกวาดสายตาไปรอบๆ ไม่พบอุปกรณ์ที่เรียกว่าขาหยั่งก้โล่งใจไปเปราะนึง  ในห้องมีเพียงเตียงคนไข้  เจ้าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์นั่นที่ดูเหมือนเครื่องอะไรซักอย่างที่มีมอนิเตอร์  และรถเข้นอุปกรณ์ที่ฉันพยายามหลบสายตาจากมันเพราะกลัวว่าจะไปเห็นอะไรที่ไม่อยากเห็นเข้า  คุณหมอบอกให้ฉํนขึ้นไปบนเตียง  จัดท่าสำหรับการตรวจ  ขณะเดียวกันก็บอกให้ฉันทำตัวตามสบาย  และอธิบายขั้นตอนการตรวจวินิจฉัยอย่างเป็นขั้นตอน

     ตลอดช่วงเวลาการตรวจนั้นฉันมีสติอยู่ตลอดเวลา  แม้บางครั้งจะพยายามข่มตาหลับเพื่อจะได้ไม่ต้องรู้เรื่องรู้ราวอะไรแต่ก็หลับไม่ลงจริงๆ   วิธีการตรวจฉันคงไม่สามารถลงรายละเอียดอะไรมากได้เพราะฉันรู้เท่าที่คุณหมอแจ้งให้ทราบเป็นระยะๆตลอดการตรวจนั้น 

     "หมอจะใช้น้ำส้มสายชูเพื่อหารอยโรคนะครับ  แล้วทิ้งไว้ 3 นาที รอยโรคจะปรากฏชัดขึ้น"

     "หมอจะใช้อุปกรณ์แล้วนะครับ อาจจะรู้สึกรำคาญนิดหน่อย  ปล่อยตัวตามสบายนะครับ"

     "มีหูดอยู่ข้างในนะครับ  เดี๋ยวหมอจะฉีดยาชาแล้วตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ  ส่วนหูดหมอจะแต้มยาให้นะครับ"

     ช่วงเาลาทั้งหมดอาจจะกินเวลาแค่ 10 นาทีกว่าก็มากกว่านั้นก็ไม่แน่ใจ  แต่สำหรับฉันมันเป้นช่วงเวลาที่ยาวนานเหลือเกิน  หลัวจากนั้นคุณหมอก็พาฉันไปอีกห้องหนึ่งเพื่ออธิบายสิ่งที่ได้ตรวจเจอ  พร้อมกับหยิบกระดาษขึ้นมาแผ่นหนึ่งวาดชาร์ทแสดงการรักษา

     "จริงๆโรคนี้ก็ว่าเป็นโรคค่อนข้างใหม่  เนื้อที่ตรวจอาจจะเป็นได้ทั้งหูดธรรมดาหรืออาจจะเป็นเซลล์ที่เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งได้  แต่เซลล์ที่เรียกว่า pre-cancer ก็แบ่งเป็น 3 ระดับอยู่เหมือนกัน  การตรวจแบบนี้จะได้ผลที่แม่นยำกว่าการคัดกรองครั้งแรก  ซึ่งระยะเวลาที่จะพัฒนาไปเป็นมะเร็งก็ใช้เวลาประมาณ 10 ปี  แต่เท่าที่หมอดูหมอว่าตอนนี้ไม่ใช่มะเร็ง"

     ฉันเองก็ยังไม่วายกังวลถามถึงเคสที่เลวร้ายที่สุด คือ เป็นมะเร็ง ว่าต้องทำคีโมมั้ย  ซึ่งหมอก็บอกว่าไม่ต้อง  แต่มันมีวิธีการรักษาของมัน  ซึ่งกว่าจะกลายเป็นมะเร็งก็ใช้เวลา 10 ปี  ยังไม่ใช่ตอนนี้หรอก     

     ฉันถามหมอถึงโอกาสที่จะหายขาด  คุณหมอก็ชี้ให้ดูที่ชาร์ทนั่นอีกครั้ง

     "สำหรับคนปกติพบกว่าโอกาสหายขาดมี 90%  แต่สำหรับในเคสนี้จากการศึกษาก็พบว่าโอกาสเป็นเรื้อรังมีอยู่ 10-20%  แต่ก็ไม่ว่าจะไม่มีโอกาสหาย"

     ท้ายสุด คุณหมอก็แนะนำการดูแลตัวเองในช่วง 3-4 วันหลังนี้  และนัดมาฟังผลในอีก 3 สัปดาห์  ฉันออกไปจ่ายเงินด้วยสนนราคา XXX บาท  แล้วกลับบ้านด้วยความรู้สึกที่คลายกังวลลงไปเยอะพอสมควร   จากนี้อีก 3 สัปดาห์ค่อยมาลุ้นอีกทีว่าจะเป็นยังไงต่อไป.....

 

edit @ 12 Jun 2010 09:30:45 by addiary

Comment

Comment:

Tweet